สนร. มาเลเซียเข้าร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ปีนัง ในการสัญจรเพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน ชาวไทยในเกาะลังกาวี

          เมื่อวันที่ 13-16 มีนาคม 2556 ที่สถานกงสุลใหญ่ปีนัง มีกำหนดจัดบริการกงสุลสัญจรและพบปะหน่วยงานต่างๆของมาเลเซีย ในเกาะลังกาวี รัฐเคดาห์ ในการนี้สำนักงานแรงงานโดย นางสาวภัทรพร สมันตรัฐ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ร่วมในการสัญจรเพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน และรับทราบปัญหา ตลอดจนให้กำลังใจและให้บริการด้านต่างๆ แก่ชาวไทยในเกาะลังกาวี

 

 

 

 

          หน่วยงานของเมืองลังกาวี ในรัฐเคดาห์ที่คณะไปพบปะ ได้แก่ Head of Maritime Enforcement , General Manager of Langkawi Development Authority(LADA) , Chief of Police Officer, Chief of Immigration Office และ President of Langkawi Maniciple Council   และได้มีโอกาสพบปะกับคนไทยประมาณ 100 คนในชุมชนไทย     ที่ร้านอาหารไทยและที่วัดเกาะลังกาวีวนารามด้วย

          เกาะลังกาวี มีเส้นทางเดินทางโดยทางเรือเล็กและเรือโดยสารจากท่าเรือตำมะลังในตัวเมืองจังหวัดสตูล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที การติดต่อระหว่างประชาชนในจังหวัดสตูลและเกาะลังกาวีมีมานาน โดยเป็นไปในลักษณะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนชายทะเลใน ตำบลเจ๊ะบิลัง ตำบลตำมะลัง เกาะสาหร่าย เกาะปูยู เกาะลิเป๊ะ ซึ่งมีลักษณะชุมชนชาวประมง ได้มีการติดต่อไปมาหาสู่กันเป็นปกติ การเคลื่อนย้ายถิ่นระหว่างจังหวัดสตูลและเกาะลังกาวีเป็นไปตามธรรมชาติ มีการแต่งงานระหว่างคนจากเกาะในจังหวัดสตูลและเกาะลังกาวีมีมาช้านาน พบว่ามี ชาวลังกาวีที่มีเชื้อสายไทยสยามเป็นจำนวนมาก

 

 

 

 

          จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแจ้งว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในลังกาวีมากที่สุดคือ ชาวไทย    รองลงไปคือชาวเวียตนามและพม่า มีชาวไทยทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมายจำนวน 1,154 คน และแต่งงานกับชาวมาเลเซีย  จำนวน 3,787 คน ประมาณการว่าขณะนี้ มีชาวไทยอาศัยอยู่ในเกาะลังกาวีทั้งถูกกฏหมายและผิดกฏหมาย มีชาวไทยเดินทางเข้ามายังเกาะลังกาวีเฉลี่ยวันละ 150 คนหรือปีละ 54,000 คน ( 150 คน*30 วัน*12 เดือน) คนไทยที่เดินทางเข้ามาในเกาะลังกาวี ส่วนใหญ่ใช้เอกสาร Border Pass แบ่งเป็น

 

 

           • จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนมากที่สุดมาจากจังหวัดสตูล อ.เมืองและ อ.ละงู ส่วนใหญ่เข้ามาทำงานร้านอาหาร ค้าขาย และทำประมง ส่วนใหญ่แต่งงานกับคนท้องถิ่นและเป็นเจ้าของกิจการเอง

          • จากจังหวัดต่างๆในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ามาทำงานรับจ้างทั่วไป งานรับเหมาก่อสร้าง ซ่อมแซมบ้าน งานประมง และงานบริการนวดแผนไทย พนักงานเสริฟในร้านอาหารและสถานบันเทิงในแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

          • พบว่ามีแรงงานไทยเข้ามาทำงานอยู่ในเกาะลังกาวีมากกว่า 30 ปีแล้ว มีเพียงบางส่วนที่ขอใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ที่เหลือเดินทางเข้าเมืองโดยใช้ Border Pass และลักลอบทำงาน เมื่อครบกำหนดจะเดินทางออกไปทางด่านจังหวัดสตูลเพื่อเดินทางเข้ามาใหม่เป็นประจำทุก 30 วัน โดยเฉพาะในงานก่อสร้างและงานบริการที่มีส่วนส่งเสริมการท่องเที่ยว หากเจ้าหน้ที่พบว่าก่อปัญหาสังคม ได้แก่ทะเลาะวิวาท เมาสุรา เสพยาเสพติด จึงจะมีการดำเนินการตามกฏหมาย อย่างไรก็ตาม ความต้องการแรงงานไทยในเกาะลังกาวียังมีอยู่มาก และทางการลังกาวีได้ขอร้องให้หน่วยงานราชการไทยประชาสัมพันธ์ให้     ชาวไทยที่เข้ามาทำงานถือใบอนุญาตทำงานและปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบเรียบร้อยของชุมชน 

          ปัญหาของการทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน นอกจากต้องอยู่อย่างไม่มีอิสระ คอยหลบหนีซึ่งอาจถูกทางการมาเลเซียจับกุมแล้ว ยังมีปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น ไม่ได้รับการจ้างงานที่เป็นธรรม อาจเสียเปรียบ ถูกเบี้ยวค่าแรง หรืออาจถูกหลอกลวงได้ และหากประสบอุบัติเหตุพิการหรือเสียชีวิต ไม่สามารถเรียกร้องการคุ้มครองหรือเงินประกันจากนายจ้างได้ ซึ่งมักพบมากในกลุ่มผู้มาทำงานในกิจการประมงที่ต้องทำงานอยู่กลางทะเลลึกและมีโอกาสประสบภัยธรรมชาติ หายสาบสูญอยู่เสมอ

          จากการสังเกตุและรับฟังข้อมูลพบว่า คนไทยมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นพวก แยกตามพื้นเพแต่ละภาค เมื่อมีกิจกรรมทางศาสนาผู้นับถือศาสนาพุทธจะมีการรวมตัวกันทำบุญที่วัดไทยอย่างเนืองแน่น คนไทยสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติอิสระและได้รับการยอมรับจากคนท้องถิ่นมากกว่าคนชาติอื่น หากไม่มีปัญหาเรื่องการดื่มสุราทะเลาะเบาะแว้งทำร้ายร่างกายกันแล้ว คนไทยเป็นที่ชื่นชอบของคนท้องถิ่นเนื่องจากมีอัธยาสัยดี เคารพคนท้องถิ่น เอื้อเฟื้อ ขยันอดทน และมีฝีมือในการทำงาน  อย่างไรก็ดีพบว่า คนไทยยังคงนิยมดื่มสุรา เล่นการพนัน ประกอบอาชีพที่ไม่เหมาะสมและขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลามเมื่ออยู่ที่ใดนานๆก็มักคิดจะใช้สิทธิ์เหมือนคนท้องถิ่น ไม่ยอมรับกฏระเบียบข้อบังคับ และชอบเชื่อกระแสข่าวลือ แต่ไม่ชอบกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปยังกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่พรรคพวกตน ทำให้การแจ้งข้อมูลข่าวสารไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึงภายในเวลาอันรวดเร็ว ในโอกาสนี้ สนร.มซ.ได้เชิญชวนรับสมัครผู้มีจิตอาสาให้เป็นเครือข่ายอาสาสมัครแรงงานเพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาในเบื้องต้นให้คำแนะนำที่ถูกต้องและแจ้งข้อมูลของภาครัฐไปยังกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจหลายคน ทั้งนี้สนร.มซ.มีกำหนดจะจัดอบรมให้ความรู้แก่อาสาสมัครเหล่านั้นในโอกาสต่อไป 

 

*****************************