สนร. มาเลเซียเข้าพบผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานแรงงานอลอร์สตาร์ หารือเกี่ยวกับค่าจ้างค้างจ่ายของแรงงานไทย

             เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร. มซ.) โดยนายธนิทธิ์ ลอยพิมาย ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานประจำเมืองอลอร์สตาร์ รัฐเคดาห์ เพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีค่าจ้างค้างจ่ายของแรงงานไทย 4 คน ซึ่งทำงานในตำแหน่ง คนงานภาคการเพาะปลูก/คนงานในสวนยาง ในเมืองอลอร์สตาร์

 

 

 

 

          ในการเดินทางเพื่อประชุมหารือในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากนายอิสกันดาร์ บิน จัสซา (Iskandar Bin Jassa) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สนง. อลอร์สตาร์ และเจ้าหน้าที่ รวมทั้งบริษัท Felda สาขา Bukit Tembaga ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักด้วยดี แม้ว่าผู้รับเหมาช่วง (Contractor) ซึ่งเป็นนายจ้างโดยตรงจะไม่เข้าร่วมการหารือก็ตาม ทั้งนี้ หลังจากที่เจ้าหน้าที่สนง. อลอร์สตาร์ ได้มีการบันทึกปากคำคนงาน รวมทั้งรวบรวมเอกสารหลักฐาน เจ้าหน้าที่ฯ จะได้มีหนังสือออกคำสั่งให้ผู้รับเหมาหลักจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้คนงาน รวมทั้งจะติดตามค่าจ้างอีกบางส่วนกับผู้รับเหมาช่วงต่อไป

 

 

 

สนร. มาเลเซียให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน และคณะ ในการเข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2558 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร. มซ.) โดยนายธนิทธิ์ ลอยพิมาย ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ให้การต้อนรับนายสมบัติ นิเวศรัตน์ ผู้ตรวจราชการกรม กรมการ จัดหางาน และคณะ เนื่องในโอกาสเดินทางมาราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย และได้นำคณะฯ เข้าเยี่ยมคารวะ นายดำรง ใคร่ครวญ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ รับฟังสถานการณ์ทั่วไปของประเทศมาเลเซีย การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ในโอกาสนี้ สนร. มซ. ได้ร่วมบรรยายสถานการณ์แรงงานในมาเลเซียให้คณะฯ ด้วย

 

สนร. มาเลเซียนำผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน และคณะ เยี่ยมแรงงานไทยในเมือง Ipoh และ Alor Gajah

           เมื่อวันที่ 29 - 31 กรกฎาคม 2558 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร. มซ.) โดยนายธนิทธิ์ ลอยพิมาย ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ให้การต้อนรับนายสมบัติ นิเวศรัตน์ ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และคณะ เนื่องในโอกาสเดินทางมาราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย เพื่อตรวจคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ รับทราบสภาพปัญหา สภาพการทำงาน และการดำรงชีวิตขณะทำงานในต่างประเทศ ในการนี้ สนร. มาเลเซียได้มีโอกาสนำผู้ตรวจราชการฯ และคณะ เข้าเยี่ยมสถานประกอบการที่มีการจ้างงานแรงงานไทย 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท BEA Therapy Sdn. Bhd.

ผู้ตรวจกระทรวงแรงงานและคณะ ตรวจนิเทศสนร. มาเลเซีย

 

         เมื่อวันที่ 22-23 พ.ค. 58 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย ได้ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (นายธนิช นุ่มน้อย) และคณะ ประกอบด้วย ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน (นายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช) ผู้ตรวจราชการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (นายสุวิทยา จันทวงศ์) และนักวิชาการแรงงานชำนาญการ (นางสาวกนิษฐา ศรีรอต) ซึ่งเดินทางมาตรวจนิเทศสำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย

 

ด่วน! ผู้จะไปทำงานที่มาเลเซีย ต้องดำเนินการผ่านระบบ FWCMS

FWCMS คืออะไร
FWCMS หรือ Foreign Workers Centralized Management System เป็นระบบข้อมูลออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมาเลเซีย เช่น หน่วยงานภาครัฐมาเลเซีย นายจ้างมาเลเซีย บริษัทจัดหางานเอกชน สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียที่ประจำในประเทศนั้นๆ และแรงงานต่างชาติ รวมถึงสถานพยาบาล เพื่อบริหารจัดการระบบแรงงานต่างชาติที่มาทำงานในประเทศมาเลเซียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเกี่ยวข้องกับการตรวจสุขภาพ การขอ Visa การขอ Work Permit การคุ้มครองแรงงาน และการจัดสวัสดิการแก่แรงงานต่างชาติ

ใครต้องใช้ระบบ FWCMS บ้าง
แรงงานต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในประเทศมาเลเซียทุกคน ใน 6 ภาคประกอบการ ได้แก่ ภาคการเพาะปลูก ภาคการก่อสร้าง ภาคการเกษตร ภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และผู้ช่วยแม่บ้าน (ยกเว้นแรงงาน ประเภท Expatriate และแรงงานตำแหน่งผู้ประกอบอาหารในร้านอาหารประเภทต้มยำ ซึ่งขอใบอนุญาตทำงานแบบ 3 เดือน) โดยแรงงานต่างชาติต้องมีอายุระหว่าง 18-45 ปี (ยกเว้นตำแหน่งพนักงานนวด ต้องมีอายุตั้งแต่ 21-45 ปี)

ผู้จะไปทำงานที่มาเลเซียต้องทำอย่างไรบ้าง
แรงงานไทยที่ได้รับติดต่อจากนายจ้างให้เดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียต้องดำเนินการ ดังนี้
1. เข้ารับการตรวจสุขภาพ ณ โรงพยาบาลที่ติดตั้งระบบ FWCMS
2. โรงพยาบาลแจ้งผลการตรวจสุขภาพให้แรงงานทราบ และส่งผลดังกล่าวทางออนไลน์สู่ระบบ FWCMS ของมาเลเซีย
2.1 กรณีผ่านการตรวจสุขภาพ ให้แรงงานไทยส่งสำเนา Passport ให้นายจ้าง เพื่อดำเนินการขอหนังสืออนุมัติวีซ่า (Calling Visa) และส่ง Calling Visa ให้แรงงานไทย
2.2 กรณีไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ จะไม่ได้รับการอนุมัติ Calling Visa
3. แรงงานไทยนำ Calling Visa พร้อม Passport ตัวจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปขอ Single Entry Visa (วีซ่า 3 เดือน) ที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลมาเลเซียประจำประเทศไทย
4. เมื่อได้รับ Single Entry Visa แล้ว แรงงานไทยจึงสามารถเดินทางมาที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายจ้างเป็นผู้มารับที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย และเข้ารับการตรวจสุขภาพอีกครั้งกับ FOMEMA (หน่วยงานตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติของมาเลเซีย) หากผ่านการตรวจสุขภาพ นายจ้างจึงจะขอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซียออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้แรงงานเพื่อเริ่มทำงานต่อไป

ระบบ FWCMS จะเริ่มใช้เมื่อไหร่
ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป โดยจะใช้เฉพาะระบบตรวจสุขภาพ (Bio Medical) และการขอ Calling Visa (eVDR)

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่ติดตั้งระบบ FWCMS ที่ไหนบ้าง
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ติดตั้งระบบ FWCMS จำนวน 2 แห่ง ได้แก่
1. โรงพยาบาลนอร์ทอีสเทอร์นวัฒนา เลขที่ 70/7-8 ถ.ศุภกิจจรรยา ต. หมากแข้ง อ. เมือง จ. อุดรธานี 41000 โทร. +66883125624 และ +6642241956
2. โรงพยาบาลเอกชัย เลขที่ 99/9 หมู่ 4 ถนนเอกชัย ต. โคกขาม อ. เมือง จ. สมุทรสาคร 74000 โทร. +66818956451 และ +6634417900
สามารถตรวจสอบสถานพยาบาลล่าสุดได้ที่ www.fwcms.com.my

FWCMS มีประโยชน์อย่างไร
1. ลดปัญหาถูกนายจ้างหรือนายหน้าจัดหางานหลอกลวง
2. แก้ไขปัญหากรณีแรงงานต่างชาติไม่ได้รับการทำประกันคุ้มครอง
3. ลดระยะเวลาในการขอ Calling Visa
4. คัดกรองผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่มาเลเซียและถูกส่งกลับหลังจากตรวจสุขภาพไม่ผ่าน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหนบ้าง
สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย
หมายเลขโทรศัพท์ 03-2145 5868 / 03-2145 6004
E-mail : thai_labour_office@yahoo.com
Facebook : สำนักงานแรงงานในมาเลเซีย
Website : http://malaysia.mol.go.th

แรงงานไทยที่จะเดินทางมาทำงานในประเทศมาเลเซีย จะต้องไปรับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ณ สถานพยาบาลที่ติดตั้งระบบ FWCMS ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 2558 เป็นต้นไป

ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป แรงงานไทยที่ได้รับติดต่อจากนายจ้างให้เดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย (ยกเว้นแรงงาน ประเภท Expatriate และแรงงานตำแหน่งผู้ประกอบอาหารในร้านอาหารประเภทต้มยำ ซึ่งขอใบอนุญาตทำงานแบบ 3 เดือน) ก่อนยื่นเอกสารสำเนาหนังสือเดินทางให้นายจ้างขอ Calling Visa แรงงานไทยจะต้องเข้าไปรับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ณ สถานพยาบาลที่ติดตั้งระบบ FWCMS ซึ่งขณะนี้ ที่ประเทศไทย มีสถานพยาบาลที่ติดตั้งระบบฯ 2 แห่ง ดังนี้ โรงพยาบาล และเบอร์ติดต่อ 1. โรงพยาบาล นอร์ทอีสเทอร์นวัฒนา 70/7-8 ถ.ศุภกิจจรรยา ต. หมากแข้ง อ. เมือง จ. อุดรธานี 41000 +66883125624 +6642241956 2. โรงพยาบาลเอกชัย 99/9 หมู่ 4 ถนนเอกชัย ต. โคกขาม อ. เมือง จ. สมุทรสาคร 74000 +66818956451 +6634417900 สนร. มาเลเซียจึงขอประชาสัมพันธ์มาให้ทราบโดยทั่วกัน หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 03-2145 5868/ 03-2145 6004 หรือ E-mail: thai_labour_office@yahoo.com หรือ Facebook: สำนักงานแรงงานในมาเลเซีย อ่านข้อมูลเกี่ยวกับระบบ FWCMS เพิ่มเติมได้ที่ http://malaysia.mol.go.th/node/558 *******************************

ทางการมาเลเซียประกาศใช้ระบบ FWCMS อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 58 เป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ทางการมาเลเซีย โดยกรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย ได้มีการแถลงข่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมาเลเซีย มีมติให้ใช้ระบบ FWCMS ในขั้นตอนการตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติในประเทศต้นทาง (Bio-Medical) และการขอเอกสาร Calling Visa (eVDR) โดยนายจ้างในประเทศมาเลเซียอีกครั้งหลังจากได้ประกาศระงับก่อนหน้านี้ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ 1. แรงงานต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในประเทศมาเลเซีย จะต้องตรวจสุขภาพ ณ สถานพยาบาลที่มีการติดตั้งระบบ FWCMS เพื่อตรวจสอบข้อมูลทางชีวภาพของแรงงานต่างชาติ และกลั่นกรองสุขภาพในเบื้องต้น ก่อนที่จะดำเนินการตรวจสุขภาพในประเทศมาเลเซียอีกครั้ง 2. จะไม่มีการขอเอกสาร Calling Visa ผ่านทางเคาน์เตอร์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีกต่อไป และผู้ที่จะขอเอกสาร Calling Visa ผ่านระบบ eVDR จะต้องซื้อประกันเงินทดแทนให้แรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาอนุมัติ Calling Visa 3. ในระหว่างการเปลี่ยนระบบ เคาน์เตอร์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเปิดทำการเป็นเวลา 15 วัน ก่อนที่จะปิดโดยสิ้นเชิงในวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 4. ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมในการขอเอกสาร Calling Visa (eVDR) ผ่านระบบ FWCMS 5. ขอให้นายจ้างตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลรายละเอียดหมายเลขโทรศัพท์มือถือและอีเมล์ในระบบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ถูกต้อง ทั้งนี้ การดำเนินการขอเอกสาร Calling Visa ผ่านระบบออนไลน์ จะช่วยให้นายจ้างได้รับการอนุมัติ Calling Visa ภายใน 48 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 3 เดือน และสามารถคัดกรองให้เฉพาะแรงงานที่สุขภาพสมบูรณ์เดินทางเข้ามาทำงานที่ประเทศมาเลเซีย

ประกาศพนักงานนวดในประเทศมาเลเซีย

ประกาศ
สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย

ถึง พี่น้องพนักงานนวดในประเทศมาเลเซียทุกท่าน

ผู้มาทำงานในตำแหน่งพนักงานนวดในประเทศมาเลเซีย โปรดอ่านสัญญาการจ้างงานโดยละเอียดและปฏิบัติตัวตามสัญญาให้ถูกต้องเพื่อให้การทำงานตลอดระยะเวลาของสัญญาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม การทำงานทุกอย่างต้องมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งหากท่านประสบกับปัญหาในการทำงาน หรือรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ได้รับการปฏิบัติตามสัญญาจ้างหรือจากนายจ้าง ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
1. ปรึกษานายจ้างโดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหา
2. หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ให้ปรึกษาสำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย เพื่อเจรจากับนายจ้างและหาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงเป็นธรรมต่อทั้งลูกจ้างและนายจ้าง
การกลับหรือหลบหนีก่อนหมดสัญญาจะทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ตามมา ทั้งต่อตัวท่าน นายจ้าง และประเทศไทย
ต่อตัวท่าน อาจถูกฟ้องร้องให้ชดใช้ตามสัญญาแม้จะกลับไปประเทศไทย และท่านอาจจะถูก Blacklist จากทางการมาเลเซียและอาจมีปัญหาในการขอ Passport
ต่อนายจ้าง นายจ้างต้องสูญเสียเงินจำนวนมากในการขอใบอนุญาตทำงานให้กับพนักงานนวดแต่ละคน และต้องเสียโควต้าในการหาพนักงานใหม่หากไม่ได้มีการแจ้งยกเลิก Work Permit อย่างถูกต้อง
ต่อประเทศไทย กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และลดโอกาสการทำงานของเพื่อนพนักงานนวดที่จะมาทำงานในอนาคต
สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซียขอสนับสนุนและอยู่เคียงข้างท่านเสมอ ในฐานะที่ท่านคือบุคคลสำคัญในการเผยแพร่ภูมิปัญญานวดไทยและส่งเสริมภาพลักษณ์ ของชาติให้เป็นที่ยอมรับและประจักษ์แก่นานาประเทศ รวมทั้งสร้างรายได้ที่ดีให้กับท่าน และครอบครัว

...ด้วยความปรารถนาดี...

สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย
โทร. +60 3 2145 5868, +60 3 2145 6004
โทรสาร. +60 3 2142 7000
อีเมล์ thai_labour_office@yahoo.com

ประกาศพนักงานนวด

This album is currently empty.

Check list for Recruitment & Endorsement of employment Contract

สถานเอกอัครราชทูต และสำนักงานแรงงานในมาเลเซีย ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย 51 คน

 

              ตามที่สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร. มซ.) ได้ประชาสัมพันธ์ข่าวกรณีคนงานไทยถูก นายอุสมาน บุญมาหล้า หลอกลวงไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย โดยแจ้งความคืบหน้าล่าสุดว่านายอุสมาน บุญมาหล้า หรือนายสิงห์ (ผู้ต้องหา) และนายศิริรัตน์ ขุนทองจันทร์ ถูกจับกุมแล้ว ที่ด่านพรมแดนบูเก๊ะตา อ. แว้ง จ. นราธิวาส เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 นั้น

 

สนร. มาเลเซียเยี่ยมไซต์งานที่เมืองลูมูต รัฐเปรัก

สนร. มาเลเซียเยี่ยมไซต์งานที่เมืองลูมูต รัฐเปรัก

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร. มซ.) โดย นางสาวภัทรพร สมันตรัฐ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) พร้อมด้วย นายเกริกศักดิ์ ศักดิ์บดินทร์ นายกสมาคมจัดหางานแห่งประเทศไทย และนายสุรชัย หวังวัฒนานุกุล ประธานบริษัทจัดหางานท็อปเทีย จำกัด เดินทางไปเยี่ยมสถานประกอบการ บริษัท Sapura Kencana Petroleum ที่เมืองลูมูต รัฐเปรัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าพบตัวแทนสถานประกอบการ เยี่ยมชมสถานที่ทำงาน และที่พักสำหรับแรงงาน
บริษัท Sapura Kencana Petroleum เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการขุดเจาะและร่วมพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งครบวงจร ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก โดยธุรกิจหลักของบริษัท ได้แก่ การบริการด้านวิศวกรรม การจัดหา และการก่อสร้าง งานติดตั้งท่อส่งผ่านน้ำมันและสิ่งอำนวยความสะดวก บริการภาคพื้นสมุทร การขุดเจาะ และการสำรวจ ปัจจุบัน บริษัท Sapura Kencana Petroleum มีพนักงานมากกว่า 12,000 คน ใน 20 ประเทศทั่วโลก

จากการพบปะตัวแทนบริษัท Mr. Wan Ahmad Saidin ตำแหน่ง Manager, Welding และ Mr. Bernard Kwok Phang Chin ตำแหน่ง Assistant Manager, Production และการเข้าชมสถานประกอบการ ทราบว่า ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่กำลังดำเนินการ 8-9 โครงการ ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการจนถึงปี 2016 บริษัทมีความต้องการแรงงานฝีมือ ทั้งแรงงานท้องถิ่นและแรงงานต่างชาติ ในตำแหน่งต่างๆ เช่น Welder, Structural Welder และ Pipe Fitter จำนวนประมาณ 1,200 อัตรา บริษัทเคยมีการจ้างงานแรงงานไทยมาก่อน มีความพอใจในฝีมือของแรงงานไทย จึงต้องการจ้างแรงงานไทยอีก
สำหรับคุณสมบัติของแรงงาน จะต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 2 ปี และจะต้องผ่านการทดสอบฝีมือช่างเชื่อมตามมาตรฐานสากล และเนื่องจากบริษัทมีความต้องการจ้างงานไทยอย่างเร่งด่วน จึงเลือกที่จะมอบอำนาจบริษัทจัดหางาน เป็นผู้ดำเนินการจัดหาคนงาน ทั้งนี้ หากบริษัทจัดหางานมีศูนย์ทดสอบรับรองฝีมือช่างเชื่อม บริษัทฯ จะเดินทางไปทดสอบและคัดเลือกที่ประเทศไทย
ในการเดินทางเข้าเยี่ยมบริษัทครั้งนี้ สนร. มซ. มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอบรมงานเชื่อมมาตรฐาน (Welding Qualification centre) ของบริษัทด้วย โดยได้ดูตัวอย่างผลงานเชื่อมที่ผ่านการคัดเลือก และที่ไม่ผ่านการคัดเลือก รวมทั้งเข้าชมโรงงานเชื่อมของบริษัท ซึ่งมีแรงงานจากประเทศอินโดนีเซีย และแรงงานท้องถิ่นจากรัฐซาบาห์มารับการทดสอบฝีมือจำนวนมาก

สำหรับแรงงานฝีมือไทยตำแหน่งช่างเชื่อม เป็นตำแหน่งที่นายจ้างทั้งในมาเลเซียและทั่วโลกให้การยอมรับในฝีมือที่มีความละเอียดปราณีต งานเสร็จสมบูรณ์ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งนายจ้างมีความพอใจและให้การยอมรับช่างเชื่อมไทยให้อยู่ในชั้นแนวหน้า จึงเห็นควรสนับสนุนให้มีการผลิตและพัฒนากำลังแรงงานด้านช่างเชื่อมไทย เพื่อรองรับความต้องการแรงงานช่างเชื่อม ซึ่งยังคงมีความต้องการมากอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

แรงงานไทยมาทำงานกับนายหน้าสายเถื่อนในมาเลเซีย ถูกจับกุมในข้อหาใช้ใบอนุญาตทำงานปลอม

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร. มซ.) ได้รับแจ้งจากแรงงานจังหวัดระยอง ส่งคำร้องขอให้ช่วยเหลือแรงงานไทย 3 คน ซึ่งเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซียผ่านการจัดหางานโดยนายศิริรัตน์ ขุนทองจันทร์ เสียเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายจำนวน 5,000 บาท โดยตกลงให้ทำงานในตำแหน่ง ช่างประกอบ อัตราค่าจ้าง 120 บาท/ชั่วโมง หลังจากที่ไปทำงานปรากฏว่าแรงงานทั้ง 3 คน รับค่าใช้จ่ายไม่ไหว เนื่องจากต้องรับผิดชอบค่าอาหารเอง ในบางครั้งก็ไม่ได้รับค่าจ้าง นายจ้างจ่ายไม่ตรงกำหนด และติดค้างค่าจ้าง จึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย แต่ถูกเจ้าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเคดาห์ จับกุมในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งจากการให้ปากคำของญาติ แจ้งว่าแรงงานว่าทั้ง 3 คน ไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำใบอนุญาตทำงานปลอม และไม่ทราบว่าเป็นเอกสารปลอม แต่นายอุสมาน บุญมาหล้า ซึ่งเป็นนายหน้าจัดหาคนงานเข้าไปทำงานเป็นผู้ดำเนินการให้
สนร. มาเลเซียได้ติดต่อประสานสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง (สกญ. ปีนัง) หารือกรณีแรงงานไทยถูกจับกุมที่รัฐเคดาห์ ในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร รวมทั้งได้มีการประสานงานจัดส่งหมายจับนายอุสมานฯ ของทางตำรวจไทย เพื่อใช้เป็นเอกสารหลักฐานประกอบการช่วยเหลือแรงงานไทยที่ถูกจับ ซึ่งจากที่ สกญ. ปีนังได้เข้าพบหัวหน้าฝ่ายบังคับใช้กฎหมายของตรวจคนเข้าเมืองรัฐเคดาห์ และพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพื่อหารือในการช่วยเหลือแรงงานไทย ซึ่งตกเป็นเหยื่อนายหน้าเถื่อนหลอกลวงทำใบอนุญาตทำงานปลอม ทางการมาเลเซียแสดงความเห็นใจที่แรงงานไทยทั้งสามต้องตกเป็นเหยื่อ อย่างไรก็ตาม กฎหมายมาเลเซียกำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ครอบครองใบอนุญาตทำงานปลอม มีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ หากมีอยู่ในครอบครองก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมายมาเลเซีย ซึ่งโดยทั่วไป หากรับสารภาพ ศาลจะพิจารณาลงโทษจำคุกประมาณ 5 – 6 เดือน และปรับประมาณ 120,000 – 150,000 บาท และคำสั่งศาลถือเป็นที่สุด จะไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา แต่หากไม่รับสารภาพก็จะเลื่อนการพิจารณา และผู้ต้องหาต้องว่าจ้างทนายความเอง กระบวนการพิจารณาคดีค่อนข้างนาน และมักจะยาวนานกว่าโทษจำคุกที่จะได้รับหากยอมรับสารภาพ กรณีที่ผู้ต้องหาไม่มีทนายความ ศาลจะเลื่อนการพิจารณาออกไปทุกครั้งจนกว่าผู้ต้องหาจะมีทนายความมาแก้ต่างให้
แรงงานไทยทั้ง 3 คนดังกล่าว ถือเป็นแรงงานไทยอีกรายที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในรูปแบบของแรงงาน กรณีถูกนายอุสมาน บุญมาหล้า หรือที่รู้จักกันในชื่อนายสิงห์ หรือนายดำ หลอกลวงมาทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งสนร. มาเลเซียได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนแรงงานไทยทราบเป็นระยะๆ แต่ก็ยังพบว่ามีแรงงานไทยตกเป็นเหยื่อนายอุสมานฯ อย่างต่อเนื่อง

สนร. มซ. จึงขอเตือนผู้หางานไทยที่ประสงค์หรือได้รับการติดต่อให้มาทำงานในประเทศมาเลเซีย ขอให้ติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี กรุงเทพมหานคร เพื่อลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะมาทำงานต่างประเทศ หรือสอบถามข้อเท็จจริงก่อน โดยสนร. มซ. สามารถหาข้อเท็จจริง และตรวจสอบสถานภาพนายจ้าง สัญญาจ้างให้เป็นไปตามกฏหมาย รวมทั้งตรวจเยี่ยมสถานประกอบการ สถานที่พักให้เหมาะสมก่อนได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ท่านได้เป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฏหมาย ได้รับการจ้างงานที่ดี เหมาะสมและเป็นธรรม และได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วน
หากมีข้อสงสัย ติดต่อสนร. มาเลเซียที่หมายเลข 03-21455868 หรือ 03-21456004 E-mail: thai_labour_office@yahoo.com หรือที่ facebook สำนักงานแรงงานในมาเลเซีย ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตลอด 24 ชม.

รัฐบาลมาเลเซียประกาศนโยบายใหม่! ผู้ประกอบการชาวต่างชาติ จะได้รับวีซ่าทำงาน 1 ปี

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 รัฐบาลมาเลเซีย โดยปลัดกระทรวงการคลัง ตัน ซรี ด็อกเตอร์ โมฮาหมัด อิรวาน เซอรีฆาร์ อับดุลเลาะห์ (Tan Sri Dr Mohd Irwan Serigar Abdullah) ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า รัฐบาลมาเลเซียจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการออกใบอนุญาตทำงานให้แก่ผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่เปิดบริษัทในประเทศมาเลเซีย ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าว จะนำโดยกรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย โดยมี Malaysian Global Innovation and Creative Centre หรือ MaGIC ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการผลิตผู้ประกอบการชาวท้องถิ่นร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย
คณะกรรมการดังกล่าว จะทำหน้าที่กลั่นกรองคุณสมบัติของผู้ประกอบการต่างชาติ และออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการต่างชาติที่มีเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ จำนวน 75,000 ริงกิต รวมทั้งมีคุณสมบัติตามที่ทางการกำหนด นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามความก้าวหน้าของบริษัท ซึ่งหากพบว่า ผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นไปด้วยดี เกิดการสร้างงานให้ชาวท้องถิ่น คณะกรรมการจะพิจารณาต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้
อย่างไรก็ตาม ตามแถลงข่าว ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของคุณสมบัติของผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่จะได้รับใบอนุญาตทำงาน ซึ่งสนร. มาเลเซียจะได้ติดตามข้อมูล และประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป
อนึ่ง การประกาศออกใบอนุญาตทำงาน 1 ปี ให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลมาเลเซีย ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเลเซีย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันธุรกิจภายในประเทศ

************************

สนร. มาเลเซียเตือนพนักงานนวดไทยอย่าหลงเชื่อนายหน้าเถื่อน

สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร.มซ.) ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากแรงงานหญิงไทย ตำแหน่งพนักงานนวด จำนวน 5 คน โดยขอให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ออกเอกสารสำคัญแทนหนังสือเดินทาง เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย
จากการสัมภาษณ์พนักงานนวดไทยทั้ง 5 คน ทราบว่าพนักงานนวดทั้งหมด เดินทางมาทำงานกับนายจ้างบริษัท J Two Traditional Massage Sdn. Bhd. ผ่านนายหน้าจัดหางานเถื่อน ชื่อ นางพร (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง) มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ. สว่างแดนดิน จ. สกลนคร มีการจ่ายค่าหัวให้นายหน้ารายละ 15,000 - ๒๒,๐๐๐ บาท โดยได้รับสัญญาจากนายหน้าว่าทุกคนจะได้รับใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้อง เสียค่าใบอนุญาตทำงานปีละ 5 หมื่นบาท และแจ้งว่าทุกคนจะถูกจัดให้ทำงานในร้านนวดสาขาใหม่ของบริษัท ประกันรายได้เดือนละ 2,000 ริงกิต โดยจะมีรายได้จริงๆ อยู่ระหว่าง 4,000 – 5,000 ริงกิต มีทิปต่างหาก
เมื่อมาถึงสถานประกอบการ นายจ้างได้เก็บหนังสือเดินทางของคนงานไทย และแจ้งให้ทราบว่าใบอนุญาตทำงานจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ คนงานต้องจ่ายค่าใบอนุญาตทำงานเป็นเงิน 150,000 บาทต่อการทำงาน 2 ปี ไม่ใช่ปีละ 5 หมื่นบาทตามที่นายหน้าแจ้ง นอกจากนี้ คนงานยังพบว่าลูกค้าที่เข้ามารับบริการนวดแผนไทยไม่ได้มีจำนวนมากอย่างที่คิด โอกาสที่จะได้ค่าจ้างมากกว่าเดือนละ 2,000 ริงกิต แทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงตัดสินใจขอกลับประเทศไทย เมื่อนายจ้างทราบว่าคนงานจะลาออก ก็หักเงินจากค่าจ้างของคนงาน รายละ 600 ริงกิต อ้างว่าเป็นค่าเสียหายที่คนงานไม่สามารถทำงานครบตามที่สัญญา คนงานขอหนังสือเดินทางจากนายจ้าง แต่นายจ้างไม่คืนให้ อ้างว่ากำลังดำเนินการทำใบอนุญาตทำงาน คนงานจึงเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากสถานทูตฯ
สนร. มซ. ได้โทรฯ ติดต่อนายจ้าง ชื่อ นาย Peter Tan สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ้างงานแรงงานไทย นายจ้างสารภาพว่าบริษัทฯ ให้เอเย่นต์ดำเนินการทำใบอนุญาตทำงานให้คนงานไทย แต่เอเย่นต์ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น และยอมรับว่าหนังสือเดินทางของคนงานไทยหมดกำหนดวีซ่า 30 วันแล้ว สนร. มซ. ขอให้นายจ้างนำหนังสือเดินทางของคนงานไทยมาคืน รวมทั้งให้รับผิดชอบค่าปรับกรณีอยู่เกินกำหนดของคนงานไทย ซึ่งนายจ้างรับปากว่าจะนำหนังสือเดินทางของคนงานไทยมาคืนที่สถานทูตฯ แต่ปรากฏว่านายจ้างไม่มาตามสัญญา โดยภรรยาของนายจ้าง ซึ่งเป็นหญิงไทย ชื่อ นางภัทรวดี ประทับแก้วกุลเดช แจ้งว่าตนและสามีจะไม่เดินทางไปสถานทูตฯ เนื่องจากไม่ว่างและเวลาของตนมีค่าเกินกว่าที่จะเอาไปแลกกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง และยืนยันว่าจะไม่รับผิดชอบกรณีเรื่องร้องทุกข์ของพนักงานนวดไทย
สนร. มซ. ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าข้อร้องทุกข์ของคนงานไทยกลุ่มดังกล่าว จัดอยู่ในข่ายเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จึงได้มีการหารือเจ้าหน้าที่ฝ่ายตำรวจประจำสถานทูตฯ และได้มีการดำเนินการนำแรงงานไทยไปแจ้งความเพื่อเอาผิดนายจ้าง รวมทั้งได้ประสานด่านตรวจแรงงาน อ. สะเดา จ. สงขลา ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำเนินการช่วยเหลือ นำแรงงานไปแจ้งความเพื่อเอาผิดนายจ้างและนายหน้าสายเถื่อนต่อไป
อนึ่ง สนร. มซ. พบว่านายจ้างรายนี้มีประวัตินำคนงานเข้ามาทำงานโดยผ่านวิธีการดังกล่าวแล้วหลายครั้ง เมื่อประสบปัญหา นายจ้างไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมเอาเปรียบคนงาน ใช้วาจาข่มขู่ และหักค่าใช้จ่ายคนงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดอีกด้วย
เกี่ยวกับตำแหน่งงานว่างในประเทศมาเลเซีย สนร. มซ. ขอเรียนให้ทราบว่า กรณีที่บริษัทมีความต้องการจ้างแรงงานไทย บริษัทจะต้องติดต่อสนร.มซ. เพื่อรับรองสัญญาจ้างของแรงงานไทย ก่อนเดินทางมาทำงาน โดยบริษัทจะต้องนำหลักฐานมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย ได้รับอนุญาตจากทางการมาเลเซียให้จ้างแรงงานต่างชาติได้ ดังนั้น หากคนหางานคนใดได้รับการติดต่อจากนายจ้างเพื่อจ้างงาน ควรแนะนำให้นายจ้างติดต่อสนร. มซ. เพื่อรับรองสัญญาจ้าง จากนั้น ให้คนงานแจ้งการเดินทางที่กรมการจัดหางาน สมัครเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานในต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นอกจากคนหางานจะมั่นใจว่ามีตำแหน่งงานที่แน่นอนแล้ว ยังได้รับการคุ้มครองตามกฏหมาย ไม่ถูกหลอกลวง ไม่ต้องเสียค่าหัวอีกด้วย
หากมีข้อสงสัยโปรดติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่โดยตรงที่ สนร. มซ. หมายเลขโทรศัพท์ 03-2145 5868/ 03-2145 600403-2145 6004 หรือ E-mail: thai_labour_office@yahoo.com หรือ Facebook: สำนักงานแรงงานในมาเลเซีย

สนร. มาเลเซียร่วมจัดงาน ASEAN Ladies Circle: ALC

           

            เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 สำนักงานแรงงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยนางสาวภัทรพร สมันตรัฐ อัครราชทูต ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) และนางสาวโสพิส หมัดป้องตัว ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ร่วมกับสถานทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นเจ้าภาพจัดงาน (ASEAN Ladies Circle in Kuala Lumpur: ALC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ สินค้าไทย บริการของไทย และพบปะสร้างสรรค์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในหมู่ประเทศอาเซียน โดยในทุกปีแต่ละประเทศจะผลัดกัน เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน

สนร.มาเลเซีย เข้าเยี่ยมคารวะผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงแรงงาน

 

               เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2557 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยนางสาวภัทรพร สมันตรัฐ อัครราชทูต ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) นางสาวโสพิส หมัดป้องตัว ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) และเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย ได้เดินทางไปราชการที่จังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือข้อราชการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงานไทย เวลา 9.00 – 10.30 น.

สนร. มาเลเซียเข้าเยี่ยมคารวะกงสุลใหญ่ปีนัง

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 สำนักงานแรงงาน โดยนางสาวภัทรพร สมันตรัฐ อัครราชทูต ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) นางสาวโสพิส หมัดป้องตัว ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) และเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย ได้เดินทางไปราชการเยี่ยนคารวะกงสุลใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือข้อราชการ รวมทั้งเพื่อเยี่ยมสถานประกอบการและแรงงานไทย

สนร. มาเลเซียและรองกงสุลใหญ่ปีนัง นายจงเจริญ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พร้อมเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไป ณ ร้าน Miraku Japanese Restaurant 1st Floor, G Hotel Penang. 168A, Persiaran Gurney 1st Floor, 10250 Penang ซึ่งมีแรงงานไทย จำนวน 3 คน การหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นเกี่ยวกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในประเทศมาเลเซียและหาทางแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมทั้งการแสวงหาโอกาสการจ้างแรงงานไทยในตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะฝีมือขั้นสูงและมีรายได้สวัสดิการดี
จากการพบปะและพูดคุยกับแรงงานไทย พบว่าแรงงานทั้งหมดมาจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นแรงงานที่มีประสบการณ์มากถึง 10 ปี เคยผ่านการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศมาก่อน ในส่วนของการจ้างงานและสวัสดิการเป็นที่พอใจของแรงงาน โดยนายจ้างจัดที่พักให้ มีช่วงเวลาในการทำงานที่แน่นอน โดยร้านเปิดบริการตามเวลาห้าง

นอกจากนี้ สนร. มาเลเซียได้เข้าเยี่ยมบริษัท Thai Odyssey สาขาปีนัง ตั้งอยู่ที่ Straits Quay, Lot No. 3C-1-1 & 3C-1-2, Block C, First Floor, Jalan Seri Tanjung Pinang, Tanjong Tokong, Pulau Pinang, 10470 Georgetown ได้เปิดดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว มีผู้จัดการ และพนักงานต้อนรับ (Reception) เป็นคนมาเลเซีย มีลูกจ้างเป็นคนไทยทั้งหมดรวม 9 คน ลูกจ้างทั้งหมดมาจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ สภาพการจ้างงานเป็นที่ยอมรับของแรงงาน จากการสอบถามอัตราค่าบริการนวดที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว ในส่วนของสวัสดิการทางบริษัทได้จัดที่พักอาศัยให้คนงาน แยกเป็นห้องนอน ห้องอาหาร ห้องรับแขก ยังมีสระว่ายน้ำและยิมฟิตเนสรวมที่คอนโดจัดให้อีกด้วย
การเข้าเยี่ยมรองกุงสุลปีนัง สถานประกอบการและแรงงานไทยในครั้งนี้ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) หารือหาวิธีแก้ปัญหาด้านแรงงาน สอบถามความเป็นอยู่ เพื่อให้กำลังใจคนงาน ให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการเข้ามาทำงานและการจ้างงานที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบ และการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

สนร. มาเลเซียเข้าเยี่ยมด่านตรวจคนหางานสะเดา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2557 นางสาวภัทรพร สมันตรัฐ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) นางสาวโสพิส หมัดป้องตัว ที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) และเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย (สนร.มซ.) ได้เข้าเยี่ยมด่านตรวจคนหางานสะเดา จังหวัดสงขลา ในโอกาสนี้ พบหารือกับนายอรุณ ชัยญาณ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ และ นางสาว สนธยา ติปะวาโร ซึ่งให้การต้อนรับอย่างดี สนร.มซ. รับทราบบทบาทหน้าที่และแนวทางการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ด่านสะเดาในการให้บริการแก่แรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย

จากการหารือร่วมกัน ทราบว่าคนงานที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนหางานสะเดา มีหลากหลายประเภท ทั้งแรงงานประเภทนวดแผนไทย แรงงานก่อสร้าง แรงงานประเภทต้มยำ และภาคเกษตรในระยะสั้น โดยส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับการแจ้งการเดินทาง เนื่องจากคนงานมีใบอนุญาตทำงานติดอยู่ในเล่มหนังสือเดินทาง แต่ไม่เคยแจ้งการเดินทาง จึงทำให้ตม. ไทยไม่อนุญาตให้ผ่านด่าน ซึ่งในการแจ้งการเดินทางยังคงมีปัญหาติดขัดด้านระเบียบบางประการ อีกทั้งสำนักงานด่านตรวจคนหางานอยู่ระหว่างขยายพื้นที่ และยังขาดอุปกรณ์ในการทำงานให้ได้รับความสะดวกและรวดเร็ว ได้แก่ เครื่องสแกนเอกสาร เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องใช้อื่นๆที่จำเป็น ประกอบกับมีจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำด่านเพียงแค่ 2 คน สับเปลี่ยนกันอยู่ประจำเพื่อให้บริการตลอดระยะเวลาทำการของด่าน ทำให้คนงานไม่ได้รับความสะดวกต่อการแจ้งการเดินทางเนื่องจากมีความยุ่งยากและไม่สามารถดำเนินการได้เสร็จทันเวลา อย่างไรก็ตาม สนร. มซ. ได้แนะนำให้ เจ้าหน้าตรวจคนหางานเร่งนำเสนอให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อหาแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับการแจ้งการเดินทางของคนงาน เพื่อให้สะดวกทั้งคนงานและเจ้าหน้าที่ต่อไป
ในการนี้ สนร. มาเลเซียได้มอบเอกสารคู่มือแรงงานไทยเพื่อแจกให้กับแรงงานไทย เพื่อให้แรงงานไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฏหมาย และส่งเสริม สนับสนุน การแจ้งการเดินทางของแรงงานไทยเพื่อให้มีข้อมูล สถิติ ของแรงงานไทยที่เดินทางออกนอกประเทศที่แน่นอน เพื่อง่ายต่อเจ้าหน้าในการติดต่อและเข้าถึงในทุกกรณีที่เกิดเหตุในขณะที่อยู่ต่างประเทศ ช่วยลดและป้องกันแรงงานถูกหลอกโดยนายหน้าเถื่อนได้มากขึ้น ปัจจุบันตัวเลขของแรงงานไทยเข้าไปทำงานในมาเลเซียเพิ่มขึ้นทุกๆวัน การเข้าถึงจึงเป็นไปได้ยากมาก และเมื่อถึงปี 2558 ซึ่งเปิดประชาคมอาเซียน การเคลื่อนย้ายแรงงานในสายงานวิชาชีพก็จะมีมากขึ้น ดังนั้น การหาแนวทางในการแจ้งการเดินทางของคนงานให้มีความสะดวกคล่องตัวจึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อบริหารจัดการแรงงานในอนาคต

รัฐบาลมาเลเซียประกาศใช้ระบบการจัดการรวมศูนย์ข้อมูลสำหรับการนำเข้าแรงงานต่างชาติ (FWCMS)

รัฐบาลมาเลเซีย โดยกรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย ได้ออกแถลงข่าวประกาศกำหนดใช้ระบบการจัดการรวมศูนย์ข้อมูลสำหรับการนำเข้าแรงงานต่างชาติ (Foreign Workers Centralized Management System: FWCMS) โดยกำหนดบังคับใช้กับประเทศต้นทางที่ส่งแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมาเลเซีย ออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้
เริ่มวันที่ 15 มิถุนายน 2557 สำหรับประเทศเนปาล ศรีลังกา อินเดีย และปากีสถาน
เริ่มวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 สำหรับประเทศพม่า ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และลาว
วัตถุประสงค์สำคัญของการกำหนดใช้ระบบ FWCMS
 เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างชาติถูกนายหน้าจัดหางานหลอกลวง โดยเฉพาะเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้แรงงานต่างชาติกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
 เพื่อแก้ปัญหากรณีนายจ้างไม่ต่อใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างชาติ ทำให้แรงงานต่างชาติกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เนื่องจากใบอนุญาตทำงานหมดอายุ
 เพื่อแก้ปัญหากรณีแรงงานต่างชาติไม่ได้รับการทำประกันคุ้มครอง ทั้งการทำประกันเงินทดแทน และการทำประกันสุขภาพ เนื่องจากมีนายจ้างหลายรายเลี่ยงไม่ซื้อประกันให้แรงงานต่างชาติตามที่กฎหมายกำหนด
 เพื่อแก้ปัญหากรณีแรงงานต่างชาติถูกลิดรอนสิทธิที่พึงมีพึงได้ หรือกรณีนายจ้างแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เช่น ไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ระบุในสัญญาจ้าง การหักเงินที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ
 เพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินการขอ Calling Visa ซึ่งในการดำเนินการด้วยระบบเดิม พบว่านายจ้างใช้เวลาในการดำเนินการขอ Calling Visa ประมาณ 5 – 6 เดือน
ขั้นตอนการดำเนินการตามระบบ FWCMS
FWCMS เป็นระบบข้อมูลออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศมาเลเซียและในประเทศที่ส่งออกแรงงาน ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงทรัพยากรมนุษย์มาเลเซีย นายจ้าง สถานทูต บริษัทจัดหางานเอกชน กระทรวงการต่างประเทศ สถานทูตมาเลเซียที่ประจำในประเทศนั้นๆ และแรงงานต่างชาติ รวมถึงโรงพยาบาลที่ทำการตรวจสุขภาพ โดยบริษัท Bestinet จะเป็นผู้ติดตั้งและดำเนินการในระบบดังกล่าว
ก่อนอื่น นายจ้างต้องลงทะเบียนที่เว็บไซต์ www.fwcms.com.my เพื่อเข้าระบบ ซึ่งเมื่อลงทะเบียน และมีรหัสผ่าน (Password) เพื่อเข้าสู่ระบบแล้ว ในการดำเนินการจ้างงานแรงงานต่างชาติ นายจ้างในประเทศมาเลเซียจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 eQuota
นายจ้างขอโควต้าเพื่อจ้างงานแรงงานต่างชาติที่กระทรวงมหาดไทยมาเลเซีย (KDN) ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งข้อมูลของนายจ้างจะเข้าสู่ระบบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ
ขั้นตอนที่ 2 eEmbassy
เมื่อนายจ้างได้รับอนุมัติโควต้าการจ้างงาน นายจ้างแจ้งความจำนงขอจ้างงานแรงงานต่างชาติ ที่สถานทูตของประเทศต้นทางในมาเลเซีย
ขั้นตอนที่ 3 eRecruitment
ดำเนินการจ้างงานแรงงานต่างชาติ ทั้งนี้ นายจ้างอาจติดต่อคัดเลือกคนหางานด้วยตัวเอง หรือมอบอำนาจกรมการจัดหางานคัดเลือก
ขั้นตอนที่ 4 BioMedical
แรงงานต่างชาติที่ได้รับการคัดเลือกจากนายจ้าง ไปติดต่อสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนในระบบ FWCMS ณ ประเทศต้นทาง เพื่อลงทะเบียนทำข้อมูล Bio Medical และข้อมูลบุคคล โดยประทับลายนิ้วมือ สแกนหนังสือเดินทาง จากนั้นจึงเข้ารับการตรวจสุขภาพ
ขั้นตอนที่ 5 eVDR
นายจ้างดำเนินการขอ VDR หรือ Calling Visa พร้อมทั้งจ่ายค่าดำเนินการ ซื้อประกันเงินทดแทน และประกันสุขภาพตามที่กฎหมายกำหนดให้แรงงานผ่านระบบออนไลน์
ขั้นตอนที่ 6 BioVisa
นายจ้างดำเนินการขอ Bio Visa กับสถานทูตมาเลเซียประจำประเทศต้นทาง หรือที่ One Stop Centre ของ FWCMS ในประเทศต้นทางผ่านระบบออนไลน์
ขั้นตอนที่ 7 Biometric Verification
แรงงานต่างชาติที่ได้การอนุมัติ VDR หรือ Calling Visa เดินทางเข้าประเทศมาเลเซีย และผ่านการตรวจ Biometric จากด่านตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย
ขั้นตอนที่ 8 Fomema Medical Check-up
แรงงานต่างชาติเข้ารับการตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลในสังกัด FOMEMA ภายในระยะเวลา 1 เดือน นับจากวันที่เดินทางเข้าประเทศมาเลเซีย และเมื่อจะต่อใบอนุญาตทำงาน
ขั้นตอนที่ 9 ePLKS
นายจ้างดำเนินการขอติดสติกเกอร์ใบอนุญาตทำงานให้แรงงานต่างชาติกับกรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซียผ่านระบบออนไลน์
ขั้นตอนที่ 10 eCOM
เมื่อแรงงานต่างชาติต้องการเดินทางกลับประเทศต้นทาง หลังจากที่ได้ทำงานครบตามสัญญาจ้าง หรือยกเลิกสัญญาจ้างก่อนกำหนด นายจ้างดำเนินการขอยกเลิกใบอนุญาตทำงาน Check Out Memo (COM) ให้แรงงานต่างชาติกับกรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซียผ่านระบบออนไลน์

ประโยชน์ที่คาดว่าแรงงานต่างชาติจะได้รับจากการใช้ระบบ FWCMS
 ป้องกันการถูกนายหน้าหลอกลวง
 ได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์พึงมีพึงได้ตามกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยในกรณีที่แรงงานไม่ได้รับความเป็นธรรม แรงงานสามารถร้องทุกข์ผ่านระบบเข้าไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที ณ One Stop Centre ของ FWCMS ซึ่งมีอยู่ในทุกรัฐ ทั่วประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ จะมีบริการให้คำแนะนำปรึกษาทางโทรศัพท์ (Call Center) ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีบริการทุกภาษา
 ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย ทั้งนี้ หากผลการตรวจสุขภาพและเอกสารที่เกี่ยวข้องถูกส่งให้กรมตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซียพิจารณา แล้วปรากฏว่าไม่ผ่านการพิจารณา ทำให้แรงงานทราบได้ทันทีว่าไม่สามารถเข้ามาทำงานในประเทศมาเลเซียอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ นอกจากนี้ ทางการมาเลเซียจะยกเลิกการทำ Journey Performed Visa ซึ่งเคยเปิดโอกาสให้แรงงานที่เข้ามาโดยถือวีซ่าประเภทท่องเที่ยว สามารถเปลี่ยนประเภทวีซ่าเป็นวีซ่าทำงานได้ จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ภายหลังจากการใช้ระบบ FWCMS แล้ว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ทางการมาเลเซียและบริษัท Bestinet จะดำเนินการในขั้นตอนที่ 4 และขั้นตอนที่ 5 ก่อน หากการดำเนินการในขั้นตอนที่ 4 และ 5 เป็นไปอย่างราบรื่น ก็จะดำเนินการในส่วนของขั้นตอนอื่นๆ ต่อ ซึ่งสนร. มาเลเซียจะได้ติดตามและประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยได้ทราบต่อไป
สนร. มาเลเซียจึงขอประชาสัมพันธ์มาให้ทราบโดยทั่วกัน หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 03-2145 5868/ 03-2145 6004 หรือ E-mail: thai_labour_office@yahoo.com หรือ Facebook: สำนักงานแรงงานในมาเลเซีย

**********************

โครงการพัฒนาทักษะ ยกระดับฝีมือผู้ประกอบการอาหารไทย เพื่อการทำงานต่างประเทศ

 

            สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย ร่วมกับ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี จัดโครงการ "พัฒนาทักษะ ยกระดับฝีมือผู้ประกอบอาหารไทยเพื่อการทำงานต่างประเทศ” ประจำปีงบประมาณ 2557 หลักสูตร การประกอบอาหารไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการประกอบอาหารไทยสำหรับผู้ที่สนใจ กลุ่มเป้าหมาย พนักงานร้านอาหารไทยประเภทต้มยำในประเทศมาเลเซีย จำนวน 20 คน ใช้หลักสูตร 30 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 9-13 มิถุนายน 2557 ณ ร้านอาหาร Sri Sakuna (Klang) รัฐสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย

 

สนร. มาเลเซียเตือนคนงานไทย อย่าหลงเชื่อนายหน้าสายเถื่อนชักชวนมาทำงานผิดกฏหมายในมาเลเซีย

          ด้วยสำนักงานแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย (สนร.มซ.) ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากแรงงานไทยที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งช่างเชื่อม ช่างประกอบ (Pipe Fitter)

สนร. มาเลเซียร่วมงาน ‘โครงการกระทรวงแรงงานพบประชาชน’ และร่วมประชุมความร่วมมือธุรกิจชายแดนไทย – มาเลเซีย ที่นราธิวาส

เมื่อวันที่ 13-14 มีนาคม 2557 สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย โดยนางสาวภัทรพร สมันตรัฐ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ได้เดินทางไปราชการที่จังหวัดนราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงาน โครงการกระทรวงแรงงานพบประชาชน และร่วมอภิปรายในหัวข้อ ภารกิจหน้าที่ของกระทรวงแรงงานกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งเข้าร่วมประชุมความร่วมมือธุรกิจชายแดน ไทย-มาเลเซีย

Syndicate content